Construction Industry News Industrial ปัจจัยที่ส่งผลต่อการวัดการไหลของเครื่องวัด Flow meter มีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการวัดการไหลของเครื่องวัด Flow meter มีอะไรบ้าง

วันนี้ PICO จะมาอธิบายเกี่ยวกับ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการวัดการไหลของเครื่องวัด Flow meter ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่เวลาที่เราใช้งานเครื่องวัด flow meter เราจะสามารถวิเคราะห์ และ คำนวณผลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ มีดังนี้ 

  1. อุณหภูมิ (Temperature) 

อย่างแรกเลยคือ อุณหภูมิ เพราะผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของของไหล ซึ่งเกิดมาจากการแลกเปลี่ยนความร้อน หรือความเย็นในขณะเคลื่อนที่นั้น จะมีผลทำให้ค่าความหนืด ความหนาแน่น หรือตัวแปรอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในของไหลที่มีสถานะเป็นของเหลว Liquid นั้นค่าเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงน้อย ซึ่งบางครั้งก็จะถือว่าไม่เปลี่ยนแปลง แต่สำหรับของไหลที่มีสถานะเป็นไอ (Vapor) นั้นจะมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหล ซึ่งจำเป็นต้องมีการวัดค่าของอุณหภูมิ เพื่อนำมาเป็นค่าชดเชยในการวัด

  1. ความดัน (Pressure) 

ต่อมาคือ ความดัน จะเป็นตัวอย่างอิงในการวัดค่าการวัดอัตราการไหลของปริมาตร ซึ่งจะนิยมระบุไว้ในกรณีที่การวัดนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้ความดันบรรยากาศ ซึ่งมีค่า = 14.695949 Psia และอุณหภูมิ 60∘F เช่น ถ้าวัดค่าอัตราการไหลของอากาศได้ 20 CMF จะหมายความว่า ณ ขณะนั้นวัดค่าอัตราการไหลได้ 20 CMF ที่อุณหภูมิ 60∘F ความดัน 14.7 Psia

  1. ความหนืด (Viscosity) หรือ ค่าแรงต้านการไหลของของไหล 

เป็นสมบัติเฉพาะตัวของของไหลต่าง ๆ โดยถ้าค่าความหนืดมีค่าสูงจะต้องใช้ค่าความต่างของแรงดันมากเพื่อให้ของไหลนั้นเคลื่อนที่ โดยค่าความหนืดสามารถหาได้จากค่า แรงเค้นเฉือนต่ออัตราเฉือน

  1. ความหนาแน่น (Density) 

อัตราส่วนระหว่างปริมาณของมวลสารต่อหน่วยปริมาตร ซึงเป็นสมบัติทางกายภาพของวัสดุ โดยน้ำที่อุณหภูมิ 0∘C ภายใต้ความดันบรรยากาศ 14.7 Psia นั้น จะมีค่าความหนาแน่นอยู่ที่ 999.845 kg/m3

  1. ความอัดตัวได้ (Compressibility) 

เป็นค่าที่บ่งบอกถึงปริมาตรต่อความดัน โดยเมื่อมีการให้ความดันที่ของไหลแล้ว ปริมาตรของของไหลมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยสำหรับของไหลที่เป็นของเหลว Liquid นั้น การเปลี่ยนแปลงปริมาตรต่อความดันนั้นมีค่าน้อย จึงไม่ค่อยนำมาคิดถ้าความดันที่เกิดขึ้นไม่สูงมากนั้น แต่สำหรับของไหลที่เป็นไอ Vapor แล้วความดันจะมีผลต่อปริมาตรเป็นอย่างยิ่ง จึ่งจำเป็นต้องนำค่าความดันมาคิดด้วย 

  1. แรงตึงผิว (Surface Tension) 

เป็นค่าแรงต้านที่ผิวหน้าของของเหลว ซึ่งเป็นแรงที่ใช้ยึดเกาะติดระหว่างพื้นผิวของโมเลกุล โดยถ้าของไหลที่มีแรงตึงผิวสูง จะมีแรงเกาะติดระหว่างโมเลกุลมาก ค่าแรงตึงผิวของของไหลจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากความร้อนจะทำให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลลดลง เป็นผลทำให้ค่าแรงตึงผิวของของไหลจะลดลง โดยของไหลที่มีแรงตึงผิวน้อยจะทำให้ไหลได้ดีกว่าของไหลที่มีแรงตึงผิวสูงภายใต้ความดันเท่ากัน

ดังนั้นก่อนอ่านค่าเครื่องวัด flow meter อย่าลืมสังเกตปัจจัยที่เป็นตัวแปรเหล่านี้ และ คำนวณทดแทนไปเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ และ ถูกต้อง ส่วนใครที่สนใจสินค้าในกลุ่มเครื่องวัด Flow meter หรือ สินค้าด้านงานอุตสาหกรรม และ ห้องแล็ปอื่น ๆ ก็สามารถเข้ามาเลือกดู เลือกซื้อได้ที่ https://www.pico.co.th/ ตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือทางด้านอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทย  

Related Post

สายใยเชือก3

เจาะลึกความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งเจาะลึกความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง

วิเคราะห์สายใยเชือกธรรมชาติ-สังเคราะห์ เพื่อการเรียนรู้ สายใยเชือกเป็นวัสดุสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเกษตร การก่อสร้าง ไปจนถึงงานศิลปะและเทคนิคต่างๆ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์จึงมีความสำคัญต่อการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และการใช้งานในเชิงเทคนิคอย่างลึกซึ้ง โครงสร้างและแหล่งที่มาของสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์ สายใยเชือกธรรมชาติมักผลิตจากวัสดุที่ได้จากพืชหรือสัตว์ เช่น ป่าน กระเจี๊ยบ ใยกัญชง หรือเส้นใยจากสัตว์อย่างขนแกะ ในขณะที่สายใยเชือกสังเคราะห์ได้จากกระบวนการเคมี โดยใช้โพลิเมอร์เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรือโพรพิลีน สายใยเชือกธรรมชาติมีโครงสร้างเส้นใยที่ประกอบด้วยเซลลูโลสและลิกนิน ซึ่งให้ความทนทานและความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง ส่วนสายใยเชือกสังเคราะห์ถูกออกแบบให้มีความเหนียวและทนทานต่อแรงดึงสูง โดยสามารถปรับคุณสมบัติผ่านกระบวนการผลิตได้หลากหลายตามวัตถุประสงค์ คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่สร้างความแตกต่างในการใช้งาน ความแตกต่างด้านกายภาพของสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์มีผลต่อการเลือกใช้ในงานที่ต้องการความเฉพาะเจาะจง สายใยเชือกธรรมชาติมีความสามารถในการดูดซับน้ำได้ดี ทำให้ใช้งานในงานที่ต้องระบายอากาศหรือความชื้นได้อย่างเหมาะสม ในทางกลับกันสายใยเชือกสังเคราะห์มีความต้านทานต่อน้ำและสารเคมีสูงกว่า ทำให้เหมาะกับการใช้งานที่สัมผัสน้ำหรือสารเคมีบ่อยครั้ง ในแง่ของแรงดึงและความเหนียว

โครงสร้างของงานก่อสร้าง

งานอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีโครงสร้างเป็นอย่างไรงานอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีโครงสร้างเป็นอย่างไร

การสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างใดก็ตามในโครงการล้วนต้องอาศัยความรู้หลายด้านประกอบด้วยกันซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับเหมาจำเป็นต้องรู้ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนและวิธีก่อสร้าง เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ออกแบบโดยสถาปนิกและดำเนินการภายใต้การควบคุมของวิศวกร บทความนี้จะมากล่าวถึงที่มาหรือโครงสร้างของงานก่อสร้างให้ทุกคนรู้จัก โครงสร้างและที่มาของงานก่อสร้าง ที่มางานก่อสร้างจะมีอยู่ 3 แหล่งที่แบ่งได้ นั่นคือ งานภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และงานภาคเอกชน แต่ละแหล่งจะมีการแบ่งแยกย่อยออกเป็นส่วนต่าง ๆ ซึ่งก็มีจุดประสงค์ของการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนล้วนทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์มีความสะดวกและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมืองหรือชนบทได้ดียิ่งกว่าเดิม อีกทั้งช่วยให้เศรษฐกิจเกิดความก้าวหน้า โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาต่างก็ต้องการความรู้ด้านงานก่อสร้างเพื่อที่จะสามารถสร้างอาคารได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแรงงานต่างชาติ ประหยัดค่าลงทุนได้ดี การแบ่งประเภทโครงสร้างงานก่อสร้างตามแหล่งที่มา สำหรับโครงสร้างงานก่อสร้างที่แบ่งตามแหล่งที่มานั้นจะเป็นประเภทย่อยของงานภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และงานเอกชน โดยสามารถกล่าวได้ดังต่อไปนี้ งานราชการ  เป็นงานเกี่ยวกับสาธารณูปโภคที่ไม่ได้หากำไร เน้นการทำเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก

net zero

แนวทางพลังงานยั่งยืน สู่อนาคตรักษ์สิ่งแวดล้อมแนวทางพลังงานยั่งยืน สู่อนาคตรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การจัดการพลังงานภายใต้เป้าหมาย net zero การมุ่งสู่เป้าหมาย net zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์นั้น เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบและยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการบริโภคพลังงานจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีสะอาดและพลังงานหมุนเวียน การจัดการพลังงานจึงไม่ได้จำกัดเพียงการลดการใช้พลังงาน แต่ต้องรวมไปถึงการวางแผนและประเมินผลลัพธ์อย่างเป็นระยะ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กลไกหลักในการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน แนวทางการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนประกอบด้วยกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ดังนี้ แนวทางปฏิบัติในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยพลังงานสะอาด การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการวางแผนและลงมือปฏิบัติในหลายระดับ ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมจนถึงภาคครัวเรือน โดยแนวทางหลักที่ควรพิจารณาได้แก่ การประยุกต์ใช้ในบริบทองค์กรและภาคอุตสาหกรรม บริบทของภาคอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนและต้องการการจัดการพลังงานที่เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ การดำเนินการต้องคำนึงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีและนโยบายองค์กร เช่น การใช้ระบบตรวจสอบการใช้พลังงานด้วย IoT การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรให้เข้าใจบทบาทในการลดการใช้พลังงานและมลพิษ ในขณะเดียวกัน