Construction Industry News Industrial อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับ 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมส่งออกที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับประเทศมานานหลายทศวรรษ โดยทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับส่งออก และเป็นผู้ค้าขายอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญในระดับโลก ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความพร้อมที่จะก้าวเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของภูมิภาคและของโลกได้

โครงสร้างของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 

โครงสร้างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอัญมณี และอุตสาหกรรมเครื่องประดับมีลักษณะที่ต่างกันดังนี้ 

1. อุตสาหกรรมอัญมณี 

อุตสาหกรรมอัญมณีประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมเจียระไนเพชร และพลอย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป้นสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง และส่วนมากจะเป้นการลงทุนของชาวต่างชาติหรือเป็นการร่วมทุนมากกว่า สำหรับอุตสาหกรรมการเจียระไนพลอย เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพด้านคุณภาพการผลิตที่ผู้ผลิตจะมีการใช้เทคนิคการหุงพลอยที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับไปทั่วไป มีจุดแข็งด้านทักษะฝีมือแรงงานและความประณีต การใช้เครืองจักรไม่ซับซ้อน สถานประกอบการในประเทศไทยที่สำคัญที่ จังหวัดตราด จันทบุรี และกาญจนบุรี

2. อุตสาหกรรมเครื่องประดับ

ประกอบด้วย อุตสาหกรรมเครื่องประดับแท้ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง) และเครื่องประดับเทียม (อัญมณีสังเคราะห์) โดยแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างภายใน มีรายละเอียดและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป ดังนี้ 

  • อุตสาหกรรมเครื่องประดับแท้ ได้แก่ เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง
  • อุตสาหกรรมเครื่องประดับเทียม เป็นเครื่องประดับที่ทำจากวัตถุที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติและอัญมณีสังเคราะห์ 

ความสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในไทย

จุดเด่นสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย คือ การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณี (พลอยสี) ของภูมิภาค รวมทั้งความสามารถของช่างฝีมือไทยในการเผาพลอยสีและเจียระไนพลอยที่มีคุณภาพและประณีต อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน คือ ความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากแหล่งวัตถุดิบในประเทศมีทรัพยากรเหลือน้อยและไม่เพียงพอสำหรับการผลิตอีกต่อไป และถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะยอดคำสั่งซื้อที่ลดลงจากในอดีต โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป ส่งผลให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง และสูญเสียแรงงานที่มีฝีมือไปบางส่วน

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไทย ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการและแรงงานในอุตสาหกรรมจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตมาจากธุรกิจ SMEs การผลิตต้องใช้ทักษะฝีมือ ความชำนาญเฉพาะ และความประณีต ที่ผ่านมาจึงเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดการจ้างงานสูง อย่างไรก็ตาม การจ้างงานมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากกิจการขนาดเล็กบางส่วนทยอยปิดตัว ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่นำเทคโนโลยีและเครื่องจักรมาใช้ทดแทนในกระบวนการผลิตมากขึ้น

Related Post

สายใยเชือก3

เจาะลึกความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งเจาะลึกความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง

วิเคราะห์สายใยเชือกธรรมชาติ-สังเคราะห์ เพื่อการเรียนรู้ สายใยเชือกเป็นวัสดุสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเกษตร การก่อสร้าง ไปจนถึงงานศิลปะและเทคนิคต่างๆ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์จึงมีความสำคัญต่อการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และการใช้งานในเชิงเทคนิคอย่างลึกซึ้ง โครงสร้างและแหล่งที่มาของสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์ สายใยเชือกธรรมชาติมักผลิตจากวัสดุที่ได้จากพืชหรือสัตว์ เช่น ป่าน กระเจี๊ยบ ใยกัญชง หรือเส้นใยจากสัตว์อย่างขนแกะ ในขณะที่สายใยเชือกสังเคราะห์ได้จากกระบวนการเคมี โดยใช้โพลิเมอร์เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรือโพรพิลีน สายใยเชือกธรรมชาติมีโครงสร้างเส้นใยที่ประกอบด้วยเซลลูโลสและลิกนิน ซึ่งให้ความทนทานและความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง ส่วนสายใยเชือกสังเคราะห์ถูกออกแบบให้มีความเหนียวและทนทานต่อแรงดึงสูง โดยสามารถปรับคุณสมบัติผ่านกระบวนการผลิตได้หลากหลายตามวัตถุประสงค์ คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่สร้างความแตกต่างในการใช้งาน ความแตกต่างด้านกายภาพของสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์มีผลต่อการเลือกใช้ในงานที่ต้องการความเฉพาะเจาะจง สายใยเชือกธรรมชาติมีความสามารถในการดูดซับน้ำได้ดี ทำให้ใช้งานในงานที่ต้องระบายอากาศหรือความชื้นได้อย่างเหมาะสม ในทางกลับกันสายใยเชือกสังเคราะห์มีความต้านทานต่อน้ำและสารเคมีสูงกว่า ทำให้เหมาะกับการใช้งานที่สัมผัสน้ำหรือสารเคมีบ่อยครั้ง ในแง่ของแรงดึงและความเหนียว

อุตสาหกรรมไทย

ศักยภาพอุตสาหกรรมของไทยสู่ระดับโลกศักยภาพอุตสาหกรรมของไทยสู่ระดับโลก

ศักยภาพอุตสาหกรรมของไทยอยู่ในอันดับ 35 ของโลกจาก 64 ประเทศ (อันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียน) โดยมี 7 อุตสาหกรรมที่ติดอันดับ 15 อันดับแรกของโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์กลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและถ่านโค้ก อุตสาหกรรมพลาสติกและยาง อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่มและอาหาร ธุรกิจเกี่ยวกับศิลปะ ธุรกิจดูแลสุขภาพ บันเทิงและสันทนาการ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ในทางกลับกัน มีอุตสาหกรรมที่ต้องการการพัฒนาแบบเร่งด่วน ตัวอย่างเช่น สารสนเทศและการสื่อสาร การศึกษา การก่อสร้าง บทความนี้จะพูดถึงศักยภาพอุตสาหกรรมในไทยว่าเป็นอย่างไร อุตสาหกรรมไทยมีศักยภาพอย่างไรที่นำไปสู่ระดับโลกได้

Industrial development

5 ยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรม ทำได้จริง ไทยผงาด5 ยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรม ทำได้จริง ไทยผงาด

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับสำหรับคนทำธุรกิจคือ ไม่มีอะไรแน่นอน และทุกอย่างไหลไปตามคลื่นของโลกใบนี้ เช่นเดียวกันกับวงการอุตสาหกรรมที่ก็ต้องพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพื่อให้ปรับตัวทัน และมองหาโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ  นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ออกชี้แนะว่าการเตรียมพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดี และต้องมีในวงการอุตสาหกรรมไทย โดยคุณสุริยะได้รวบรวม 5 ยุทธศาสตร์พัฒนาวงการอุตสาหกรรมมาไว้ให้ทั้งเหล่าแรงงาน และเจ้าของกิจการได้เริ่มตรวจสอบสถานะปัจจุบันของตัวเองกัน  1. การส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม หากพูดถึงประเทศไทยแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรจัดได้ว่าเป็นของขึ้นชื่อ และเป็นรายได้หลักของประเทศกันเลยก็ว่าได้ หากต้องการผลักดันให้ได้มาซึ่งยอดขาดที่มากขึ้น และกำลังในการผลิตที่ดีขึ้น ควรที่จะผสมผสานเทคโนโลยีในการเพาะปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี และมีคุณภาพ  2. การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ (S Curve)