Construction Industry News Industrial เจาะลึกถึง กระบวนการผลิตเหล็กฉาก เลือกไปใช้งานแบบไหนดี

เจาะลึกถึง กระบวนการผลิตเหล็กฉาก เลือกไปใช้งานแบบไหนดี

เหล็กฉาก เป็นเหล็กอีกประเภทที่จัดอยู่ในเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot Formed Structural Steel) ซึ่งมีกรรมวิธีการผลิต ผ่านการขึ้นรูปด้วยเต่าหล่อ และถูกนำมารีดร้อนเพื่อขึ้นรูปให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการ เมื่อเย็นตัวลง เหล็กฉากจะมีคุณสมบัติที่ทนทานและมีความเหนียวสูง จึงเป็นเหล็กที่ถูกนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรม และงานโครงสร้างได้เป็นอย่างดี เพราะมีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรงสูง และเราจะพาไปเจาะลึกถึงกระบวนการผลิตเหล็กฉาก มีวิธีการผลิตอย่างไรบ้าง เลือกใช้งานอย่างไรดี 

เหล็กฉาก มีกระบวนการผลิตอย่างไร

กรรมวิธีการผลิตเหล็กฉาก มีการผลิตไม่ต่างจากกับเหล็กชนิดอื่น โดยมีการขึ้นรูปด้วยกระบวนการรีดร้อน จึงเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ผ่านการหลอมจากเตาอุณหภูมิสูงณจุดหลอมเหลว ผสมด้วยวัสดุต่างๆทางเคมี เมื่อได้คุณสมบัติตามที่ต้องการ จะถูกเทลงบนเตาหล่อให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการและถูกนำมาเข้ากระบวนการรีดร้อน เพื่อขึ้นรูปให้เป็นเหล็กฉาก ซึ่งเหล็กฉากมีกระบวนการขึ้นรูป ด้วยการพับขึ้นรูป หรือหรือเหล็กฉากพับ ซึ่งมีกระบวนการผลิตอยู่คือการนำเอาเหล็กรูปพรรณรีดร้อนขนาดที่ต้องการมาพับขึ้นรูปด้วยเครื่องไฮโดรลิคที่ได้มาตรฐาน หลังจากการพับขึ้นรูปจะได้เหล็กฉากที่มี รูปทรงตัว L  ทำมุม 90 องศาทั้งในรูปแบบเท่ากันและไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน 

เหล็กฉาก ดีอย่างไร 

1.เหล็กฉากมีความทนทานสูง 

เหล็กฉากคือเหล็กที่ผลิตจากกระบวนการรีดร้อน จึงทำให้มีคุณสมบัติที่ทนต่อแรงดึงได้ดี นอกจากนี้ยังมีความทนทานแข็งแรงอีกด้วย เหล็กฉากมีการขึ้นรูปด้วยการพับขึ้นรูปจึงทำให้บริเวณโคนรูปตัว  L  มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม

2.เหล็กฉากสามารถรับน้ำหนักได้ดี

เหล็กฉากมีความแข็งแรงและสามารถรับน้ำหนักได้ดี โดยเฉพาะเหล็กฉากขนาดใหญ่ที่มีการควบคุมกระบวนการผลิตได้มาตรฐานมอก. สามารถทนต่อแรงกดได้สูงถึง  4,200 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร

3.เหล็กฉากมีความยืดหยุ่นสูง 

เหล็กฉากผลิตจากกระบวนการขึ้นรูปด้วยการพับขึ้นรูปและมีกระบวนการผลิตด้วยวิธีการรีดร้อน จึงมีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นสูง  24% เลยทีเดียว

เหล็กฉาก เลือกไปใช้งานแบบไหนดี

  • การเลือกเหล็กฉากเพื่อนำมาใช้งานต้องได้มาตรฐานมอก .1227-2558
  • เลือกขนาดที่เหมาะสมกับงาน หากใช้ในงานโครงสร้างควรใช้เหล็กฉากขนาดใหญ่ หากใช้งานสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ควรใช้เหล็กฉากขนาดเล็ก ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายขนาด เริ่มต้นที่ 25 x 25 x 3.0 มม.ไปจนถึง เหล็กฉาก 200 x 200 x 20 มม. เลยทีเดียว 

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับเหล็กฉาก ซึ่งเป็นเหล็กที่จัดอยู่ในกลุ่มเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ซึ่งเป็นแผ่นเหล็กที่มีความหนามาตรฐาน ถูกนำมาขึ้นรูปด้วยการพับขึ้นรูป หรือที่เรียกว่าเหล็กฉากพับ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปตัว L  มี 2 ขาขนาดเท่ากัน และไม่เท่ากัน ทำมุม 90 องศา เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานควรเลือก เหล็กฉากที่มาตรฐานมอก .1227-2558 เท่านั้น

Related Post

สายใยเชือก3

เจาะลึกความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งเจาะลึกความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง

วิเคราะห์สายใยเชือกธรรมชาติ-สังเคราะห์ เพื่อการเรียนรู้ สายใยเชือกเป็นวัสดุสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเกษตร การก่อสร้าง ไปจนถึงงานศิลปะและเทคนิคต่างๆ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์จึงมีความสำคัญต่อการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และการใช้งานในเชิงเทคนิคอย่างลึกซึ้ง โครงสร้างและแหล่งที่มาของสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์ สายใยเชือกธรรมชาติมักผลิตจากวัสดุที่ได้จากพืชหรือสัตว์ เช่น ป่าน กระเจี๊ยบ ใยกัญชง หรือเส้นใยจากสัตว์อย่างขนแกะ ในขณะที่สายใยเชือกสังเคราะห์ได้จากกระบวนการเคมี โดยใช้โพลิเมอร์เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรือโพรพิลีน สายใยเชือกธรรมชาติมีโครงสร้างเส้นใยที่ประกอบด้วยเซลลูโลสและลิกนิน ซึ่งให้ความทนทานและความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง ส่วนสายใยเชือกสังเคราะห์ถูกออกแบบให้มีความเหนียวและทนทานต่อแรงดึงสูง โดยสามารถปรับคุณสมบัติผ่านกระบวนการผลิตได้หลากหลายตามวัตถุประสงค์ คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่สร้างความแตกต่างในการใช้งาน ความแตกต่างด้านกายภาพของสายใยเชือกธรรมชาติและสังเคราะห์มีผลต่อการเลือกใช้ในงานที่ต้องการความเฉพาะเจาะจง สายใยเชือกธรรมชาติมีความสามารถในการดูดซับน้ำได้ดี ทำให้ใช้งานในงานที่ต้องระบายอากาศหรือความชื้นได้อย่างเหมาะสม ในทางกลับกันสายใยเชือกสังเคราะห์มีความต้านทานต่อน้ำและสารเคมีสูงกว่า ทำให้เหมาะกับการใช้งานที่สัมผัสน้ำหรือสารเคมีบ่อยครั้ง ในแง่ของแรงดึงและความเหนียว

อุตสาหกรรมแฟชั่น

อุตสาหกรรมแฟชั่นกับอนาคตของ แฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมแฟชั่นกับอนาคตของ แฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

แฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันว่าแฟชั่นที่ยั่งยืน ได้กลายเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย เหตุเพราะผู้บริโภคมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นวันนี้เราจะชวนคุณมาสำรวจเทรนด์ล่าสุดและนำเสนอแบรนด์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในโลกของแฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกัน  วัสดุอัปไซเคิลและรีไซเคิล  อุตสาหกรรมแฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือการใช้วัสดุที่นำมารีไซเคิล โดยที่แบรนด์ต่าง ๆ กำลังนำสิ่งทอและวัสดุที่ใช้แล้วมาใช้ใหม่เพื่อสร้างเสื้อผ้าใหม่ที่มีสไตล์ ลดขยะและความต้องการทรัพยากรใหม่ แบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนมาใช้ผ้าที่ยั่งยืน เช่น ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ป่าน ไม้ไผ่ และ Tencel วัสดุเหล่านี้ผลิตขึ้นโดยใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และน้ำน้อยลง ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตเสื้อผ้า แพลตฟอร์มการเช่าและการขายต่อ  แพลตฟอร์มการเช่าและขายต่อกำลังได้รับความนิยม ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าคุณภาพสูง ลดความจำเป็นในการซื้อใหม่ และลดขยะเสื้อผ้าได้ และกำลังมีการทบทวนบรรจุภัณฑ์ของตนใหม่ โดยเลือกใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้

การพัฒนาอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมสีเขียวอุตสาหกรรมสีเขียว

ประเทศไทยมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ตามที่ได้ให้สัตยาบันรับรองปฏิญญาโจฮันเนสเบิร์กว่าด้วยการพัฒนาอันยั่งยืน (Johannesburg Declaration on Sustainable Development – JDSD) เมื่อปี พ.ศ. 2545 และปฏิญญามะนิลาว่าด้วยอุตสาหกรรมสีเขียว (Manila Declaration) เมื่อปี พ.ศ. 2552 กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยดำเนินการในเชิงรุกมุ่งเน้นในการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอดีตมุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสังคมไทยยังคงเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ จากการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น